2006/Sep/01

ติดตามอ่านตอนแรกได้ ที่นี่

คำเตือน: ต่อไปนี้ มีภาพโหลดหนัก ถ้าไม่ได้ใช้เน็ตเร็วสูง คงต้องรอนานมาก...

การดำรงชีวิตในCedar Point

หลังจากที่ตรากตรำเดินทางมาถึง 21 ชม. (ไม่รวมเวลาต่อเครื่องนะ) ก็ได้มาเหยียบพื้นดินอเมริกาอย่างสมบูรณ์ตอนที่เราถึงที่โน่นก็วันที่ 9 เมษายน เรียกได้ว่าอยู่ในช่วง Spring ของเค้า
แม่งไม่รู้ที่ประเทศไทยสอนว่า Spring คือ ฤดูใบไม้ผลิหรือเปล่า แต่ที่โน่น หนาวชิกหายเลย
ใบไม้ก็ยังไม่ขึ้นดีนัก
เราไปตอน 3 ทุ่มอีก....หนาวสุดขั้วหัวใจเลย
เพราะว่าตอนที่นั่งรถจากสนามบิน (ที่พี่ๆเอเจนซี่จ้างเอาไว้ ให้ทิปแค่สองเหรียญเอง เจ๋งอ่ะ ถ้านั่งรถเกรย์ฮาวน์หรือรถหมาบ้ามาเอง จะต้องเสียคนละ 14 เหรียญแน่ะ--วันหลังจะเมาท์เรื่องรถหมาบ้านะ)

เค้ามีฮีตเตอร์ด้วยเลยชะล่าใจ ลืมปรับตัวให้ทันสภาพอากาศซะนี่

ลงมาปุ๊ป หนาวจนฟันกระทบกรั่กๆๆๆๆ คิดว่าจะนอนไม่ได้ซะแล้ว แต่ปรากฎว่าในหอมีฮีตเตอร์เลยหลับสนิท

วันต่อมาก็ต้องลงทะเบียนไปเป็นแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นทางการ

Group pic

ถ่ายรูปเป็นที่ระทึกของแรงงานต่างด้าวกรุ๊ปของเรา




ด้านหลังหอเรายามเช้า มีรั้วหนามด้วย เหมือนคุกยังไงก็ไม่รู้ นี่ถ่ายวันแรกเลยนะ

หอเรา เป็นอพาร์ตเมนต์ ของเมืองนอกเนี่ย มันคือ
1 ห้องใหญ่ แล้วมีห้องย่อยทั้งหมด 5 ห้อง 1 ครัว 2 ห้องน้ำ ซึ่งในห้องน้ำเนี่ยจะมีส่วนในสุดเป็นฝักบัว, ถัดมามีฉากกั้นเป็นชักโครก (ไม่มีที่ฉีดก้นนะ) และโซนหน้าเป็นอ่างล้างหน้าสองอัน

คือ ถ้าเป็นคนที่อาบน้ำนานเนี่ย อาจโดนเพื่อนๆเคืองได้ เพราะว่าทุกคนก็ต้องรีบไปใช้แรงงานใช่มะ...เลยต้องมีเวรกันอาบน้ำ
บางคนอาบแต่ตอนเช้า, บางคนอาบแต่ตอนเย็น บางคนก็รอจนดึกก่อนค่อยย่องมาอาบ ดีนะที่ช่วงนั้นอากาศยังหนาวอยู่ ต่อให้ไม่อาบน้ำก็ไม่มีคนรู้ (อ้าว..พูดงี้ก็รู้หมดสิ ว่าเราไม่ค่อยอาบน้ำ ฮ่าๆๆๆ)

เรานอนห้องที่ใหญ่ที่สุด มี 4 เตียง แต่ตอนหลังไม่รู้อีท่าไหน ได้รับตำแหน่งห้องที่รกที่สุดไปโดยปริยาย
ทำไมล่ะ.....ก็เค้าของเยอะนิ อิอิ
ตอนแรกๆ น้องแพรวนอนเตียงข้างบนเรา แต่ว่าไปๆมาๆ เหมือนว่านอนห้องรับแขกสบายกว่า หรือเพราะทนห้องเรารกไม่ได้ก็ไม่รู้ อิอิ
จะว่าไป ถึงรก ก็รกมีโซนของตัวเองนะ น้องแอน น้องนัทมันก็รกในโซนของมัน เพียงแต่ว่าเวลาเปิดห้องมา มันเจอเตียงชั้นก่อนน่ะสิ เฮ่อ เลยทำให้ดูรกไปเลย อย่าโทษช้านนนนน
สรุปแล้ว รกทุกคนฮ่ะ...หาของกันไม่เคยเจอ มีช่วงนึง...เราเหมือนทำของหายบ่อยๆ ไม่รู้ลืมเข็มขัดไว้ไหน ลืมกางเกงไว้บ้าง โอ๊ย...เยอะ
ตอนนั้นเรารู้สึกว่าตัวเองเป็นอัลไซเมอร์...หรือว่าเราขาดสารอาหารก็ไม่รู้นะ จำอะไรไม่ค่อยได้ เบลอๆ

My Room

สองสัปดาห์แรกที่พึ่งทางใจ นอกจากการสวดมนต์แล้ว ก็คือ การฟัง
mp3 ที่เอาไปด้วยกล่อมจนหลับ เพราะว่าแรกๆก็ทำงานไม่ค่อยหนัก สบายๆ ชิวๆ กลับมาบ้านก็นั่งเมาท์วีรกรรมโง่ๆของคนที่นั่น
ไม่ว่าจะเป็น supervisor (หัวหน้า) หรือ manager --- เราไม่เคยเมาท์เรื่องโง่ๆน้า แต่ว่าเมาท์เรื่องเค้าโปรดปรานคนไทยแผนกเราต่างหาก

อยู่ได้สองวันแรกก็ดำรงชีวิตด้วยมาม่า ไม่ว่าจะเป็นมาม่าต้มยำ ต้มยำแห้งจนเส้นอืด ผัดขี้เมา ต้มยำน้ำข้น ฯลฯ ล้วนเป็นผลิตผลคนไทยทั้งนั้น
หลังๆก็เริ่มพึ่งอาหารแช่แข็งร้านป้า** (จริงๆเป็นร้านของdormที่พักน่ะแหละ แต่มักมีป้าแก่ๆมาเฝ้าร้านอ่ะ แกใจดีน้า....แต่บางคนเนี่ย ทำให้เราคิดได้ว่า เมกาเค้าไม่ทอดทิ้งคนแก่เจงๆ บางคนนี่ อายุ 70 กว่าได้ ผมหงอกหมด แต่แกน่ามั่กๆอ่ะค่ะ)
อาหารแช่แข็งเนี่ย จะเป็นพวกพิซซ่า หรือพวกพัฟ พายต่างๆ สปาเกตตี้ก็มีนะ อร่อยใช้ได้เลย คนที่ชอบชีสคงจะน้ำลายไหล...กินพวกนี้บางทีเราก็ไม่อิ่มอ่ะ ก็เลยต้องยัดคุกกี้ 1 ดอลล์ไปด้วย เป็นคุกกี้คุณยายอ่ะ (เค้าชื่อนี้จริงๆ แต่ไม่ใช่ของป้าฟีลด์นะ - Mrs.Field)
เค้าชื่อ Grandma's Cookie รสชาติเหมือนMrs.Fieldเด๊ะ แถมให้เยอะกว่าด้วย เป็นคุกกี้ช็อคโกแลตชิพ ประทังชีวิตไปวันๆ
คุกกี้คุณยายราคา 1 เหรียญมี 2 ชิ้น คุกกี้ของป้าทุ่งนา ราคา 2 เหรียญได้ มีชิ้นเดียว
แต่ว่าให้กินบ่อยๆก็ไม่ได้หรอกนะฮ้า มื้อละ 3-4 ดอลล์เนี่ย (คูณ 40 เอาเองนะ) จนตายเลย
เรายิ่งเอา pocket money มาน้อยๆอยู่ (คนอื่นบอกให้เอามา 500$ แต่เราเอามาแค่ 250$ เอง)
เราเลยมีอีกทางเลือกหนึ่ง ...นั่นคือ แต่น แตน แต๊นนนน

McDonald

ขึ้นชื่อว่าพี่แมค...ประเทศไทยก็เหมือนกันน่ะแหละ เชื่อเรื่องรสชาติได้ เสียดายไม่เจอ KFC ไม่งั้นจะได้ชิมซะหน่อย ว่าเหมือนเมืองไทยป่าว
แต่สงสัยว่าคุณลุงคงเดินทางจาก Kentucky มา Ohio จะเสียเวลา ก็เลยไม่ค่อยมี KFC เท่าไหร่ (มุขนี้ขำมะ?)
น้ำอัดลมที่แมคหรือร้าน fast foodที่โน่น ทุกร้าน เวลาสั่งน้ำอัดลม เค้าจะให้แก้วเปล่าๆมาใบนึงขนาดที่เราสั่งไป แล้วให้เราเติมน้ำเอาเอง ทีนี้ก็จะไม่ต้องมีการเติมให้ผิดๆ
แต่อเมริกาคงยังไม่เคยรู้กิตติศัพท์ความงกของคนไทย ไหนๆก็ได้แก้วมาเปล่าๆแล้ว จะกินแต่โค้กทำไมเล