มีแต่เพื่อนๆถามว่า เมื่อไหร่จะแต่งเนี่ย?????
ก็อยากจะบอกว่า แต่งเมื่อไหร่ก็รู้ แต่กูรู้นะ ว่าที่ถามน่ะ เพราะว่าอยากจะแต่งตัวสวยๆไปเริ่ดๆ เชิ่ดๆในงานแต่งละซี้
หึหึ ชั้นก็เป็น.......
นอกจากวันแต่งงานจะเป็นวันสำคัญของเจ้าบ่าว เจ้าสาวและครอบครัวทั้งคู่แล้ว
สำหรับเพื่อนๆหรือญาติๆเจ้าสาวก็ถือเป็นวันสำคัญเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวคนรักที่น่าจะมีแนวโน้มจะแต่ง เรียกว่ามาดูงานก่อนว่างั้น
หรือจะเปิดโอกาสให้ตัวเอง สำหรับสาวโสดที่จะได้แต่งตัว แต่งหน้าสวยๆมาร่วมงาน
และเป็นการเปิดหูเปิดตาให้กับหนุ่มๆที่จะมองหาสาวสวยโสดภายในงาน อ่ะ อันนี้ก็แน่นอนใช่มะ?
ก่อนอื่นต้องดูด้วยนะฮะ ว่างานนั้นจัดที่ไหน ใครเป็นเจ้าบ่าว เจ้าสาว (อายุเท่าไหร่ ไฮโซมั้ย? สนิทกันมั้ย?)
ถ้าเราสนิทกับเจ้าบ่าว เจ้าสาว เราก็อาจจะลองสืบๆว่า งานแกหรูมั้ยวะ ชั้นต้องแต่งยังไง หรืออาจจะเป็นเพื่อนเจ้าสาวไปเลยก็ได้
แต่ถ้าเราไม่สนิท เราก็ต้องแต่งตัวสุภาพไว้ก่อน
ถ้างานนั้นจัดในโรงแรม ก็ต้องดูว่าเป็นโรงแรมแบบไหนฮ่ะ ถ้าการ์ดเชิญที่ได้เป็นแบบจัดที่ พลาซ่า แอทธินี, ไฮแอท เอราวัณ, โอเรียนเต็ล อันนี้ก็ต้องมองภาพว่าจะต้องมีแขกระดับไฮโซมาโชว์ผ้าไหมมัดหมี่ Accessories พร้อมมาร่วมงานแน่นอน
ดังนั้น งานลักษณะนี้ เค้าจะมีคอนเซ็ปท์ของการแต่งกายเขียนมาในการ์ดด้วยเลย การแต่งกายที่ดีถือเป็นการให้เกียรติเจ้าภาพนะคะ
เช่น ราตรีสีชมพู ก็ต้องใส่ธีมสีชมพู จะแก่จะอ่อนแค่ไหนก็ได้ (หมายถึงสีนะ ไม่ใช่อายุ)
แต่ถ้าเค้าไม่ได้เขียนมาในการ์ด แปลว่าเค้าให้เราแต่งแบบ Default คือ Black tie คือ สูทสีดำ สีสุภาพส่วนผู้หญิงก็สีอ่อนๆที่ไม่แย่งซีนเจ้าสาวค่ะ
ในทางฝรั่งเนี่ย เค้าถือว่าการใส่ไทด์หรือสูทสีดำ คือ สีสุภาพนะคะ แต่ถ้าคนไทยยังไงก็หลีกเลี่ยงได้ก็ดีค่ะ (เอ๊ะ งงๆเนอะ)
สำหรับผู้ชายนั้น เสื้อเชิ้ตสีสุภาพ เช่น สีขาว , ชมพู, ฟ้า, เขียวอ่อน ก็หาง่ายอยู่
แต่การใส่สูททับก็จะเพิ่มความสุภาพมากขึ้น สำหรับคนที่ไม่มีสูทจริงๆ ก็ไม่ต้องใส่สูทมาก็ได้นะ เค้าก็ไม่ซีเรียสหรอก
ส่วนผู้หญิงนั้น ควรพิถีพิถันนิดนึง .... ว่าเสื้อผ้า หน้าผม ควรจะเข้ากัน เครื่องประดับวับๆแวมๆก็มีบ้าง อย่าให้โล้นเกิน กระเป๋าถือก็ต้องเข้าชุดกันไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป
บางคนก็ลงทุนตัดชุดใหม่ให้เข้ากับงานแต่งแต่ละที่เลยก็มี เพื่อไม่ให้มีชุดซ้ำกัน (ต้องเข้าใจคนไฮโซนิดนึงนะฮ้า)
แต่ถ้าเป็นงานแต่งระดับปานกลาง คือ แต่งในโรงแรมเหมือนกัน แต่ว่าไม่ใช่โรงแรมระดับ 4-5 ดาว ก็ยังคงต้องแต่งตัวดีอยู่เหมือนเดิม แต่มีความเรียบง่ายกว่า
งานนี้ผู้ชายไม่ต้องใส่สูททับก็ได้ ผู้หญิงก็ไม่ต้องประโคมเครื่องเพชรมาก็ได้ค่ะ เอาแค่พอให้มีความน่ารักกิ๊บเก๋
นอกจากนี้ ยังมีงานแต่งนอกสถานที่ เช่น เลี้ยงโต๊ะจีน, งานแต่งในสวน, งานแต่งริมทะเล ฯลฯ ก็ต้องดูตามกาละเทศะด้วยนะคะ
ถ้าไปงานแต่งริมทะเลหรือในสวนเนี่ยก็ไม่ต้องใส่ส้นเข็มไปนะฮะ เพราะเด๋วจะทรงตัวไม่อยู่ และเป็นอุปสรรคในการเดินฮ่ะ ควรหารองเท้าส้นเตี้ยหรือรองเท้าใส่สบายไปดีกว่า
ส่วนประเภทของการจัดเลี้ยงอาจแบ่งได้เป็น4 ประเภทใหญ่ๆคือ
- งานเลี้ยงค็อกเทล คือ มีจัดอาหารเอาไว้เป็นคำๆ ยืนกิน ไม่มีโต๊ะให้นั่งโซ้ย (แต่ของเมืองไทยยังไงก็ต้องมีโต๊ะ ไม่งั้นคนด่าตาย)
เพราะฉะนั้นถ้าเค้ามีธรรมเนียมฝรั่งก็ควรหารองเท้าที่ยืนแล้วไม่เมื่อย เพราะต้องยืนระยะนึงนะคะ
แล้วก็จะหวังอิ่มจากงานค็อกเทล คงจะยากหน่อย แนะนำว่าควรจะกินไปก่อน แล้วไปกินเป็นมารยาทที่งานดีกว่า
- งานเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าภาพว่า สั่งบุฟเฟ่ต์แบบเติมหรือเปล่า เพราะงานเลี้ยงแบบนี้จะเห็นได้บ่อยในไทย แขกในงานก็จะหวังไปอิ่มกันอย่างเดียว
- งานเลี้ยงโต๊ะจีน ถ้าจัดในโรงแรมนั้น งานเลี้ยงแบบนี้จะมีราคาแพงที่สุด เพราะว่าราคาต่อหัวค่อนข้างแพงมาก แต่ถ้าจัดในงานกลางแจ้งที่เราเคยเห็นกันบ่อยๆ
ก็ถือว่าเป็นงานเลี้ยงที่ไม่ค่อยเปลืองเงินเท่าการจัดในโรงแรม
- งานเลี้ยงแบบกาลาดินเนอร์ อันนี้ขอบอกว่าหรูสุด ชีวิตเดี๊ยนก็ยังไม่เคยได้ไปงานแต่งงานที่เลี้ยงแบบกาลาดินเนอร์เลยฮ่ะ หรือว่าไม่มีก็ไม่รู้นะ
อันนี้ก็จะคล้ายๆโต๊ะจีน แต่จะเป็นสเต็กจานหลัก มีสลัด มีไวน์แดง ไวน์ขาว ต้องมีมารยาทในการกินอย่างสูงนะคะ
เอาล่ะ มาดูชุดสวยๆของคุณผู้ชายและผู้หญิงกันดีกว่า
มาดูแต่ละสไตล์เลยดีกว่า
สไตล์สาวหวาน
ชุดก็ควรเป็นแซค หรือชุดเดรสสั้นประมาณเข่า-กลางแข้ง ถ้าเป็นคนตัวไม่สูง ก็ใส่ให้ชายขอบกระโปรงประมาณเข่าก็พอค่ะ
แล้วถ้าเป็นคนไม่มีทรวดทรงองค์เอว ก็ควรใส่แบบที่เป็นชายกระโปรงบานๆ ป่องๆหน่อยนะคะ
ถ้ามีพวกโบสีเข้มมารัดกลางตัว ก็น่าจะสวยดีค่ะ
การแต่งหน้านั้น ก็ต้องดูว่าสีชุดเราประมาณไหน ถ้าออกโทนชมพูก็แต่งหน้าโทนสีชมพูค่ะ
แต่ไม่ต้องเอาสีเดียวกับชุดนะคะ มันจะเลี่ยนเกินไป
ไม่ก็แต่งแบบสีนู้ดๆ อ่ะค่ะ ให้ดูธรรมชาติ แต่ว่าปากสีนู้ดก็สวยดีนะคะ มีประกาย Glitter หน่อยก็ทำให้เด่นได้ค่ะ


ใส่รองเท้าบูตกับแซคหวานๆก็เปลี่ยนเป็นสาวเท่ได้นะ
สาวเปรี้ยว
ถึงจะเป็นงานแต่งงานก็เปรี้ยวได้ไม่ทิ้งลายค่ะ อย่างเดรสของ FOLEY+CORRINNA สีโอลโรสนี่ก็สวยดี ใส่คู่กับเครื่องประดับสีทอง....เปรี้ยวซะ
อย่าลืมแต่งหน้าเป็นโทนสีทองด้วยนะคะ หรือจะใช้สโมคกี้อายส์แบบนี้ก็ได้
ก็ถือว่าแหวกแนวแขกในงานดีค่ะ เวลาถ่ายรูปมาก็เด่นแน่นอน
เดรสสีน้ำเงินแดงนี้ มาจาก Marc by Marc Jacobs ดีไซเนอร์ที่เดี๊ยนชื่นชอบฮ่ะ
สาวเรียบหรู
ก็ต้องใช้สีที่เคร่งขรึม เรียบหรู เช่น สีดำ , เทา เป็นต้น และหลีกเลี่ยงผ้าพิมพ์ลายต่างๆค่ะ
ใช้สีแบบโมโนโทน เพื่อขับให้เครื่องประดับที่สวมใส่นั้นมีความโดดเด่นออกมา


สาวเท่
ใครว่างานแต่งงานต้องใส่แต่กระโปรงเท่านั้น ใส่กางเกงก็ได้ เท่อีกต่างหาก
คำเตือน: ระวังอาจเท่ไป จนคนในงานแอบอิจฉา กรุณาดูกาลเทศะของงานก่อนนะจ๊ะ

สาวโบ
โบฮีเมียนนะ ไม่ใช่โบราณ อันนี้จะผสมระหว่างสาวหวานกับสาวเท่ เพราะว่าเดรสด้านนอกจะดูโบฮีเมียนมาก แต่มีการแอบแนวโดยใส่กางเกงรัดรูปสีขาวข้างในด้วย
มาดู Accessories เช่น แหวน ต่างหู และสร้อยกันบ้างดีกว่า จากแบรนด์ Rachel Leigh
ดูเป็นแนวๆพอละกันเนอะ เพราะของแท้แพงมั่กๆ ของเค้าทำมือค่ะ.....เลยแพง เราอาศัยแบรนด์ Sampeng (สำเพ็ง) ไปก่อนละกัน
เซตสีฟ้า
เซ็ตสีน้ำทะเลอ่ะ



โช้คเกอร์ที่ใส่คอด้านบน ของ JUICY COUTURE
แล้วกระเป๋าล่ะ........ถ้าเป็นพวกบ้าหอบฟาง ก็ขอให้เก็บฟางไว้บ้านก่อน เอามาแต่ของจำเป็นเท่านั้น
เช่น การ์ดเชิญ, มือถือ, ลิปสติค, นามบัตร (เผื่อเจอคนใหม่ๆ) ก็พอ
เอากระเป๋าแบบหนีบๆก็ได้นะ แบนๆหน่อย

ส่วนรองเท้าเนี่ยก็......อ่ะ ดูกันเอาเอง โพสต์รูปเหนื่อยฮ่ะ




โอเครนะ........แบบว่ารูปเยอะมาก......นี่แค่ส่วนหนึ่ง
เขียนไรผิดไปก็ขออภัย ท้วงติงมาได้ จะได้แก้ไข
แต่ตอนนี้ ขอไปดูเดอะสตอ เอ๊ย เดอะ สตาร์ก่อน
)