มีหลายคนสงสัยว่า เค้านับกันยังไงนะ...
ขนาดเราเรียนเพศศึกษามาหลายปี ยังงงเล้ยยย...
แต่ที่จะเขียนเนี่ย เขียนไว้เป็นวิทยาทานนะ สำหรับคนที่กำลังสับสน
เราเองไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ในการคุมกำเนิดเท่าไหร่
เพราะนับ 7 ไป นับ 7 มา ก็มีลูก 7 คนเข้าไปและ
ทางที่ดี สวมเสื้อฝนให้น้องชายก่อนปฎิบัติกิจก็ไม่เลวนะเคอะ ไม่ต้องมานั่งกังวลด้วย
เอาล่ะ มาเริ่มเรียนกันเลยดีกว่า
ตัวอย่างเช่น น้องเอ มีประจำเดือนมาในวันที่ 9 ของทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นช่วงที่ปลอดภัยของน้องเอและแฟนหนุ่มก็คือ วันที่ 2-8 และวันที่ 10-16 ของเดือนนั้น
อีกประการหนึ่งคือ ช่วงที่มีประจำเดือนปากมดลูกจะเปิดเพื่อให้ขับเลือดออก ถ้ามีการร่วมเพศช่วงนั้นมีโอกาสที่จะติดเชื้อทำให้มดลูกอักเสบมีมากกว่าช่วงปกติ เพราะเชื้ออสุจิจะนำเอาเชื้อโรคภายนอกเข้าสู่โพรงมดลูกที่มีการลอกหลุดทำให้เกิดปัญหาได้
ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานจะมีข้อห้ามใช้ในบางคนที่มีโรคหรือภาวะต่อไปนี้ คือ เส้นเลือดอุดตันที่สมอง เส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ คนตั้งครรภ์ คนเป็นโรคตับหรือเคยตัวเหลือง ความผิดปกติของอวัยวะเพศ เช่น เป็นกะเทย เป็นมะเร็งเต้านม และคนที่มีเลือดออกจากช่องคลอดแบบผิดปกติที่ยังไม่ทราบสาเหตุการวินิจฉัย ดังนั้นก่อนจะเลือกวิธีคุมกำเนิดชนิดนี้ ควรได้มีการสอบถามรายละเอียดดังกล่าว นอกจากนี้อาการอื่นอันเป็นผลจาฮอร์โมนเอสโตรเจนจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อันเป็นผลข้างเคียงของยา ไม่ใช่อาการแพ้ยา
การเลือกยาคุมกำเนิดชนิดไหนควรจะปรึกษากันระหว่างผู้ใช้กับผู้รู้ ส่วนเทคนิคการทานควรจะทานเป็นเวลาเดียวกันทุกวันเพื่อกันลืม โดยเริ่มยาคุมกำเนิดเม็ดแรกภายในวันที่ 5 ของวันที่มีประจำเดือนมา ถ้าลืมรับประทาน 1 เม็ด ให้รับประทานชดเชยวันรุ่งขึ้นเป็น 1 เม็ดเช้าเย็น ถ้าลืม 2 วันให้เพิ่มชดเชยเป็น 1 เม็ด เช้าเย็น 2 วัน ถ้าลืมรับประทานยา 3 เม็ด ให้งดยาแผงนั้นแล้วคุมกำเนิดโดยวิธีอื่น จนกว่าประจำเดือนจะมาค่อยเริ่มรับประทานยาคุมกำเนิดแผงใหม่ ซึ่งยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานเหมาะสำหรับสาวที่เพิ่งแต่งงานใหม่ที่ยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร
การฉีดยาคุมกำเนิด
ยาฉีดเป็นฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน โดยขนาดที่ใช้ 1 ขวด 3 มล. มียาอยู่ 150 มก. โดยฉีดทุก 84 วันหรือ 12 สัปดาห์ ไม่ใช่ 90 วัน เพราะโอกาสพลาดจะเพิ่มขึ้น ถ้านับ 90 วัน การใช้ยาฉีดจะพบว่า ประจำเดือนจะมาน้อยหรือขาดหายไป และถ้าฉีดช่วงแรกๆ อาจพบมีประจำเดือนมากระปริบกระปรอย (Estrogen Withdrowal Bleeding) การฉีดจะทำให้ไข่ไม่ตก และอาจเกิดภาวะหมันชั่วคราวได้ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีบุตรมาแล้ว และผู้ที่ทนผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานไม่ไหว ข้อห้ามยาฉีดใกล้เคียงยารับประทาน การหยุดฉีดเพื่อให้มีบุตรต้องวางแผนล่วงหน้า 6-12 เดือน เพราะบางครั้งกว่าร่างกายจะปรับสมดุลย์ฮอร์โมนสู่ภาวะปกติอาจต้องใช้เวลานานดังกล่าว
เป็นยาคุมที่ประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลักษณะเป็นหลอด ใช้ฝังบริเวณต้นแขนด้านใน โดยฮอร์โมนจะค่อยๆ กระจายสู่ร่างกายช้าๆ มีผลคุมกำเนิดนานประมาณ 5 ปี เหมาะสำหรับผู้มีบุตรเพียงพอแล้ว หรือต้องการเว้นระยะห่างของการมีบุตรนานๆ ปัจจุบันสะดวกสามารถรับบริการได้ตามโรงพยาบาลของรัฐและคลีนิคทั่วไป
เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ง่ายสะดวกและมีความปลอดภัยในการป้องกันการตั้งครรภ์ และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่น เอดส์ หนองใน แผลริมอ่อน ซิฟิลิส ฯลฯ เทคนิควิธีการใช้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ กล่าวคือ ต้องมีการพิจารณาถึงคุณภาพและชนิดของถุงยาง โดยดูวันหมดอายุ การฉีกซองต้องระวังถุงยางจะรั่วขาด การสวมต้องขณะอวัยวะเพศชายแข็งตัว โดยบีบที่ปลายถุงแล้วสวมเพื่อให้ส่วนปลายเป็นที่รองรับน้ำอสุจิที่จะหลั่งออกมา ห้ามใช้วาสลินหรือน้ำมันเป็นสารหล่อลื่น แต่ให้ใช้เจลหรือน้ำแทน เมื่อใช้เสร็จการถอดต้องใช้กระดาษทิชชูพันรอบแล้วดึงออกมานำทิ้งในภาชนะที่จัดไว้ เป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัย ราคาไม่แพง (ศึกษาวิธีใส่ได้จากบลอคของanew)
วิธีการคุมกำเนิดหลังร่วมเพศมีหลายวิธีดังต่อไปนี้
การรับประทานยาคุมกำเนิดที่มีปริมาณเอสโตรเจนสูง เพื่อป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อน โดยเพิ่มการเคลื่อนไหว บีบตัวของมดลุกและท่อนำไข่ ทำให้การผสมกันระหว่างไข่และเชื้ออสุจิเป็นไปได้ยาก ยากลุ่มนี้ชื่อ ออพรอล (Ovral) โดยรับประทานครั้งเดียว 4 เม็ด หลังร่วมเพศ พบว่า มีผลคุมกำเนิดหลังมีเพศสัมพันธ์ได้ อาการข้างเคียงจากยา คือ คลื่นไส้ อาเจียน พบได้บ่อย
ยาอีกตัวที่นำมาใช้คือ โพสตินอร์ (Postinor) ซึ่งมีปริมาณโปรเจสเตอโรนสูง แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ควรรับประทานมากกว่า 4 เม็ดต่อเดือน และควรใช้หลังร่วมเพศภายใน 3 ชั่วโมง ไม่ควรเกิน 12 ชั่วโมง ผลระยะยาวของยาตัวนี้คือ เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของมดลูกได้ นอกจากนี้ยาฉีดที่มีปริมาณโปรเจสเตอโรนสูง ก็มีการนำมาใช้โดยหวังผลการออกฤทธิ์ ทำให้เกิดภาวะเหมือนมีประจำเดือนคือ ผนังมดลูกลอกหลุด แบบช่วงมีประจำเดือน การใช้ห่วงอนามัยคุมกำเนิดหลังมีเพศสัมพันธ์ก็มีการนำมาใช้ โดยใส่ห่วงอนามัยภายใน 5 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ นับว่าป้องกันการตั้งครรภ์ก็ได้ผลดี
ทั้งนี้ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เตรียมการป้องกันการตั้งครรภ์ คือ ยังไม่พร้อม แต่มีเพศสัมพันธ์แล้วเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมา ก็พยายามหาทางที่จะทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง อาจจะหาซื้อยาขับเลือดตามท้องตลาดหรือใช้วิธีบีบรัดหน้าท้อง หรือหาผู้รับจ้างทำแท้งเถื่อนด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิดการติดเชื้อจนถึงเสียชีวิตปีละจำนวนมาก
อย่างนี้ หนูจะท้องมั้ยคะ?
1. การตั้งครรภ์จะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีตัวอสุจิผสมกับไข่ 2. ไข่ของผู้หญิงจะสุกเดือนละครั้ง และมีอายุประมาณ 24 ชั่วโมง 3. เชื้ออสุจิเมื่อมาอยู่ในตัวผู้หญิงแล้ว มีคุณสมบัติที่จะผสมได้ 48 ชั่วโมง 4. เมื่อไข่ของหญิงสุกแล้วถ้าไม่มีการปฏิสนธิ อีก14 วันต่อมาก็จะมีรอบเดือน 5. การตกไข่อาจมีการคลาดเคลื่อนจากวันที่คำนวณ บวกลบ 2วัน (แปลว่าอาจมีก่อน 2 วัน หรือหลัง 2 วัน )
- รอบเดือนมาครั้งสุดท้าย วันที่เท่าไหร่ (วันแรกที่มา) ?
- รอบเดือนมาสม่ำเสมอหรือไม่ ?
- รอบเดือน กี่วันมาครั้ง (เช่น 30-31 วันมาครั้ง) ?
ถ้ามีเพศสัมพันธ์ วันที่ 20 -21 เมษายนก็ยังไม่ปลอดภัย เพราะเชื้อสุจิมีชีวิต 48 ชั่วโมง ดังนั้นวันไม่ปลอดภัยคือ 20 - 21- 22 - 23 - 24 - 25 - 26 - 27 เมษายน |
| คำถามเพิ่มเติม |
|---|
หลายคนสงสัยถึงการขาดประจำเดือน ว่าเค้านับกันยังไง ถึงจะสงสัยว่าตัวเองจะท้อง
ให้นับจากวันที่ประจำเดือนควรจะมาในเดือนนั้น หากคลาดเคลื่อน 1-14 วันก็ตรวจได้เลย
แต่ไม่ใช่การตรวจหลังจากมีเพศสัมพันธ์นะจ๊ะ อย่าสับสน
ซึ่งเด๋วนี้ เครื่องมือในการตรวจการตั้งครรภ์เนี่ย ก็มีขายตามเซเว่นหรือร้านขายยาทั่วไป
ส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจจากปัสสาวะแล้วนำมาทดสอบกับแถบสี ซึ่งจะรู้ผลทันที หลังจากทดสอบประมาณ 3-5 นาที
แต่ก็ให้ความมั่นใจเพียง 90% เท่านั้น ถ้าไม่แน่ใจก็ควรไปตรวจในคลีนิคหรือโรงพยาบาลเลยดีกว่า
ที่สำคัญป้องกันเอาไว้ดีกว่าแก้ ถึงแม้ว่าจะใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ก็ตาม
อย่างไร เราก็ควรยับยั้งชั่งใจและมั่นใจในคู่รักของตัวเองด้วย ทางที่ดีก่อนจะแต่งงานหรือตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์กัน ควรตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อHIVก่อนก็จะเป็นการดีนะจ๊ะ
เนื้อหาบางส่วน รวบรวมข้อมูลจาก www.clinicrak.com โดย บทความของคุณหมอพิทยา จารุพูนผลและคุณหมอรุ่งโรจน์ ตรีนิติ
http://www.clinicrak.com/birthcontrol/birthcontrol.html
http://www.clinicrak.com/messages/viewmessage.php?id=0061&maintype=บทความเกี่ยวกับคุมกำเนิด-ท้อง-แท้ง